ตอน 49

ตอนที่ 49 ถูกมองข้าม

อีกด้านหนึ่ง เว่ยสวินพาหลินมี่เดินแทรกตัวผ่านฝูงชนด้วยท่าทีสุขุมและสง่างาม ทุกครั้งที่พบเจอกับมหาเศรษฐีหรือนักลงทุนชื่อดังในวงการ เขามักจะหยุดฝีเท้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วแนะนำหลินมี่ให้คนเหล่านั้นรู้จักอย่างเป็นทางการ “คุณเฉินครับ นี่คือหลินมี่ ผมขอแนะนำให้รู้จักสักนิด เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการร่วมลงทุน แม้วัยจะยังน้อยแต่สายตาเธอเฉียบคมมาก หากในอนาคตมีโอกาส หวังว่าพวกคุณจะได้ร่วมงานกันนะครับ” น้ำเสียงของเว่ยสวินนั้นราบเรียบและหนักแน่น เขาไม่ใช้คำเรียกขานที่กำกวมอย่าง ‘คู่ควง’ แต่เอ่ยชื่อเธอตรงๆ พร้อมกับคำว่า ‘คุณ’ ซึ่งเป็นการประกาศชัดเจนถึงการให้เกียรติและการยอมรับในตัวตนของหลินมี่ “โอ้? คนที่เว่ยสวินนำมาแนะนำด้วยตัวเอง ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน” “จริงด้วยครับ คุณหลินยังอายุน้อยแต่ก็กล้าก้าวเข้ามาในโลกของธุรกิจร่วมลงทุน อนาคตไกลแน่นอน!” บรรดาผู้บริหารที่ถูกแนะนำให้รู้จักต่างเผยรอยยิ้มที่เป็นงานเป็นการ และพยักหน้าคล้อยตามคำพูดของเว่ยสวินอย่างไว้หน้า ทว่าเพียงครู่เดียวสายตาของพวกเขาก็เบือนผ่านหลินมี่ไปที่เว่ยสวินอีกครั้ง โดยแฝงไปด้วยความรู้สึกดูแคลนที่ปิดไม่มิด ในสายตาของคนเหล่านั้น สิ่งที่เว่ยสวินทำอาจเป็นเพียงการให้เกียรติ ‘หญิงคนสนิท’ ในที่สาธารณะ หรือไม่ก็เพียงแค่เอาใจเด็กสาวให้สมกับความอยากได้อยากมีตามวัยเท่านั้น เด็กสาวที่อายุน้อยขนาดนี้จะมีความสามารถอะไรจริงจัง? เล่ห์เหลี่ยมในโลกธุรกิจที่ดุเดือด เธอจะไปรับมือไหวได้อย่างไร? ก็เป็นได้แค่แจกันประดับโต๊ะที่งดงามซึ่งเกาะติดอยู่ข้างกายเว่ยสวินเท่านั้น ไม่มีค่าพอให้ต้องคบหาอย่างจริงจังเสียด้วยซ้ำ หนักกว่านั้นคือบางคนยังส่งสายตามองสำรวจร่างกายหลินมี่อย่างเสียมารยาท ราวกับเธอกลายเป็นสินค้าที่รอคนมาตีราคา หลินมี่รับรู้ถึงความดูแคลนที่แฝงมานั้นได้ดี แต่เธอก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร ยังคงรักษาใบหน้าที่มีรอยยิ้มกว้างขวางและเป็นธรรมชาติไว้เช่นเดิม เธอเข้าใจดีว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ ในสายตาของพวกเขา ผู้หญิงที่ถูกพาตัวออกมาโดยชายหนุ่มในงานเช่นนี้ ก็เป็นเพียงเครื่องฆ่าเวลาหรือของประดับบารมี ในความเชื่อของพวกเขา ผู้หญิงสวยมักจะอาศัยผู้ชายกินไปวันๆ ไม่มีฝีมือหรือเป้าหมายทางอาชีพอะไรที่จริงจัง ดูเหมือนผู้หญิงจะถูกนิยามว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและเปราะบาง ซึ่งต้องยอมสยบอยู่ใต้เท้าผู้ชายเสมอ หลินมี่เก็บความรู้สึกเหยียดหยามเหล่านั้นไว้ในใจ ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างแผ่วเบา เธอไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับถือโอกาสนี้กระตุ้นไฟในใจตัวเองให้ลุกโชน เธอรู้ดีว่าในโลกที่นับถือแต่ความสามารถ การแนะนำปากเปล่านั้นก็เป็นเพียงก้อนอิฐที่ใช้เคาะประตูบ้านเท่านั้น ความเคารพที่แท้จริงนั้น เธอต้องใช้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์! ศักดิ์ศรีของผู้อ่อนแอต่อหน้าอำนาจและผลประโยชน์ที่แท้จริงนั้นไม่มีค่าอะไรเลย การพยายามแก้ตัวหรืออธิบายไปก็มีแต่จะดูน่าขัน ดังนั้นหลินมี่จึงไม่รู้สึกประหม่าหรืออับอาย เธอยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งและตอบรับทุกคนด้วยรอยยิ้ม เมื่อเว่ยสวินพูดคุยเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมหรือการประเมินโครงการกับเหล่านักลงทุน เธอก็จะแทรกความคิดเห็นของตนเองเข้าไปในจังหวะที่เหมาะสม ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย เธอไม่เคยปล่อยตัวให้เสียเวลา เธอเรียนวิชาเอกการตลาดและวิชาโทการเงินเศรษฐศาสตร์ ในขณะที่คนอื่นมัวแต่สนใจเรื่องความรักหรือความสนุกสนาน เธอไม่ไปห้องสมุดก็ออกไปฝึกงานภาคสนามตามที่ต่างๆ หากพูดถึงตลาดระดับรากหญ้า เธอถือว่ามีแต้มต่อมากกว่าเจ้าของธุรกิจใหญ่โตเหล่านี้อยู่บ้าง หลินมี่สามารถเอาตัวรอดท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในบริษัทหวนอวี่ (寰宇) จนผลงานโดดเด่นติดอันดับต้นๆ ได้ นั่นย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถทางวิชาชีพของเธอได้ดีอยู่แล้ว คำพูดของเธอทั้งสั้น กระชับ และตรงประเด็น บางครั้งยังสามารถชี้ให้เห็นจุดบอดที่พวกเขาคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ บวกกับข่าวสารจาก ‘ระบบ’ ที่เธอได้รับมาในช่วงนี้ ทำให้มุมมองของเธอดูมีความล้ำสมัยและลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป “คุณหลินมีสายตาที่เฉียบคมเรื่องการมองตลาดจริงๆ!” หนึ่งในผู้บริหารที่เคยดูแคลนเธอถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อได้ฟังบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่เธอเอ่ยขึ้น “ไม่นึกเลยว่าอายุยังน้อย จะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขนาดนี้” นักลงทุนรายใหญ่อีกคนก็ลูบเคราพร้อมกับฉายแววชื่นชมในดวงตา คำพูดของหลินมี่ทำให้คนที่เคยดูถูกเธอต้องหันกลับมามองใหม่ พวกเขาเริ่มตระหนักว่า ‘คุณหลิน’ คนนี้อาจไม่ใช่คนธรรมดา เธอไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ แต่หัวสมองก็ปราดเปรื่อง ซึ่งต่างจาก ‘แจกัน’ ที่พวกเขาเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง หลินมี่เป็นคนรู้กาลเทศะ เธอรู้ว่าควรหยุดเมื่อไหร่ คนระดับนี้ย่อมต้องการพื้นที่ส่วนตัวในการพูดคุย และเธอก็เป็นเพียงคนใหม่ที่เว่ยสวินพามา หากยังคงยืนจ้องหน้าอยู่ใกล้เขาเกินไปก็อาจดูไม่งาม เธอจึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ทว่าขณะที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เธอกลับถูกใครบางคนขวางทางไว้ในโถงทางเดิน “เธอคือคนใหม่ที่อยู่ข้างกายเว่ยสวินในช่วงนี้สินะ?” ซูฉิง (苏晴) กอดอกเชิดคางมองหลินมี่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการประเมินและดูถูก เห็นแววตาที่ไม่มีการปิดบังของอีกฝ่าย หลินมี่ก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าไม่ได้มาดี แต่คำพูดนี้ก็น่าขันเหลือเกิน ในเมื่อเธอกลายเป็น ‘คนใหม่’ แล้วหรือว่าผู้หญิงคนนี้คือ ‘คนเก่า’ ที่เคยอยู่ข้างกายเว่ยสวินกัน? นี่คงจะมาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอสินะ “ไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ?” เพื่อรักษามารยาท หลินมี่จึงเอ่ยถามออกไปอย่างสุภาพ ได้ยินดังนั้น ซูฉิงก็แค่นหัวเราะแล้วเชิดคางสูงขึ้นอีก “เธอไม่มีค่าพอที่จะรู้หรอก!” ยัยเด็กบ้านนอกกระจอกๆ แบบนี้ จะมาเทียบชั้นกับเธอได้อย่างไร? “ถ้าฉันไม่มีค่าพอจะรู้ แล้วคุณยังอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาฉันทำไมคะ?” หลินมี่อดขำไม่ได้ นี่มันบทละครน้ำเน่าเรื่องไหนกันเนี่ย? “แก!” ซูฉิงถึงกับชะงัก คำพูดของหลินมี่ทำเอาเธอดูต่ำต้อยไปถนัดตา “ฉันมาเพื่อเตือนเธอ เว่ยสวินเป็นคนบ้างานสุดขั้ว หลายปีมานี้มีผู้หญิงวนเวียนรอบตัวเขาไม่รู้กี่คน แต่ไม่มีใครสักคนที่จะก้าวเข้าไปในใจเขาได้ ฉันแนะนำว่าอย่าได้เพ้อฝันไปหน่อยเลย อย่าคิดว่าเขาพาเธอมางานสังคมแล้วเธอจะพิเศษกว่าคนอื่น ผู้ชายอย่างเขาน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจากครอบครัวกระจอกๆ อย่างเธอจะเอื้อมถึงหรอก” ซูฉิงพูดพลางเดินวนรอบตัวหลินมี่ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจราวกับเห็นของสกปรก “คนเราน่ะ หัดส่องกระจกดูตัวเองบ้างว่าเป็นใคร อย่าได้หวังในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง ไม่งั้นจุดจบจะหาว่าไม่เตือน” เมื่อเห็นว่านิ้วของอีกฝ่ายกำลังจะจิ้มลงมาที่หัวไหล่ หลินมี่ก็คว้าข้อมือของซูฉิงไว้แน่นแล้วสะบัดออกอย่างแรง “เรื่องฐานะของฉัน ไม่ต้องรบกวนคนนอกให้ลำบากใจหรอกค่ะ แต่ฉันสงสัยจังเลยว่า ที่คุณมาสอนสั่งฉันถึงที่นี่ คุณมาในฐานะอะไรกันแน่คะ? สมาชิกครอบครัว? คนรัก? เพื่อน? หรือว่า… เป็นคนอกหักที่เว่ยสวินไม่เคยเหลียวแลกันแน่?”