ตอน 83
ตอนที่ 83 : ย้อนศรทำลาย
ณ อีกด้านหนึ่ง โจวหมิงและหลี่เต๋อหมิงกำลังนั่งรอ ‘ข่าวดี’ จากตระกูลกู้ในห้องทำงาน ทว่าสิ่งที่กลับมาหาพวกเขาไม่ใช่ข่าวความสำเร็จ แต่กลับเป็นข่าวที่ว่าการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และกู้เทียนอวี้ยังคงลอยนวลอยู่ครบสามสิบสอง
ทั้งคู่โกรธจนแทบกระอักเลือด
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าแผนการที่วางไว้อย่างไร้ช่องโหว่ขนาดนั้น ทำไมถึงพังไม่เป็นท่าได้
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น! แกจัดการยังไงของแก!” โจวหมิงระเบิดอารมณ์กวาดทุกอย่างบนโต๊ะทิ้งจนกระจาย
“มาถามข้าแล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไง! คนที่ส่งไปตรวจสอบก็เป็นคนของแกทั้งนั้น” หลี่เต๋อหมิงทำหน้าถมึงทึงด้วยความหงุดหงิด
แม้เขาจะอายุมากกว่าโจวหมิง แต่ไอ้เด็กนี่กลับกล้าใช้น้ำเสียงและท่าทีแบบนี้กับเขา ช่างไม่มีสัมมาคารวะเอาเสียเลย ทั้งที่ความสัมพันธ์นี้คือการร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่พอทำไม่สำเร็จ กลับกลายเป็นความผิดของเขาคนเดียวงั้นหรือ? หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าตระกูลโจวยังพอมีค่าบ้าง เขาไม่มีทางยอมร่วมมือกับไอ้โง่ที่เอาแต่ใจแต่ไร้สมองอย่างโจวหมิงแน่
“ไม่ใช่แกหรือไงที่บอกว่าแผนนี้ไร้ช่องโหว่ รับประกันว่าสำเร็จแน่? ขนาดหวังซวี่ที่เป็นหมากตัวสำคัญยังโค่นกู้เทียนอวี้ไม่ได้ ต่อไปถ้าอยากจะล้มตระกูลกู้ให้พังพินาศ มันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก!”
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เต๋อหมิงเปลี่ยนไป โจวหมิงจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นด้วย จึงรีบเก็บอารมณ์ของตนเองลง แม้ในใจจะยังเดือดพล่านอยู่ก็ตาม
หลี่เต๋อหมิงขมวดคิ้ว “ข้าสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เกรงว่าตระกูลกู้คงระวังตัวไว้ก่อนแล้ว”
“แล้วตอนนี้จะทำยังไง? ถ้าเรื่องไม่สำเร็จ กู้เทียนอวี้ต้องไหวตัวทันแน่” โจวหมิงเริ่มกระสับกระส่าย เพราะรู้ดีว่าตระกูลโจวลำพังไม่มีทางต้านทานแรงกดดันจากตระกูลกู้ทั้งสองสายได้
“จะตื่นตระหนกไปทำไม การทำธุรกรรมกับหวังซวี่ข้าจัดการลบร่องรอยไว้หมดแล้ว ต่อให้กู้เทียนอวี้อยากจะขุดคุ้ยตอนนี้ ก็ไม่เจออะไรหรอก” หลี่เต๋อหมิงพูดด้วยท่าทีของผู้เจนจัดในสังเวียน
“งั้นก็ดี...” โจวหมิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่าพวกเขากลับคาดไม่ถึงว่ากู้เทียนอวี้รู้เรื่องนี้มานานแล้ว และได้เริ่มดำเนินการโต้กลับไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว
กู้เทียนอวี้รู้ดีว่าการแก้แค้นแบบธรรมดาไม่มีทางแก้ปัญหาได้สิ้นซาก ต้องใช้วิธีถอนรากถอนโคนถึงจะไร้กังวลได้ตลอดไป เขาจึงตัดสินใจ ‘ใช้เล่ห์ของเจ้า สนองคืนเจ้า’
เช้าวันต่อมา ข่าวใหญ่สะเทือนวงการธุรกิจเมืองหรงเฉิงก็แพร่ออกไป
เทคโนโลยีหลักของโปรเจกต์พลังงานสะอาดจากกลุ่มบริษัทเซิ่งซื่อ (盛世集团) ไม่ได้ถูกคู่แข่งแยกชิ้นส่วนนำไปใช้ดังที่ข่าวลือกล่าวอ้าง แต่ความจริงแล้วมันถูกโจวหมิง ผู้บริหารระดับสูง แอบเคลื่อนย้ายไปยังบริษัทในเครือของตนเองเพื่อหวังฮุบสินทรัพย์ของบริษัทต่างหาก!
เป้าหมายของเขานั้นเดาได้ไม่ยาก ในเมื่อตระกูลโจวไม่ได้มีลูกชายเพียงคนเดียว โจวหมิงที่เป็นน้องคนเล็กจึงต้องการชิงทรัพย์สมบัติจากพี่ชายทั้งสอง การทำแบบนี้ก็พอจะฟังขึ้น
จากนั้นไม่นาน จดหมายร้องเรียนแบบระบุตัวตนที่มีน้ำหนักร้ายแรงกว่าก็ถูกส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในจดหมายแนบเอกสารหลักฐานสำคัญ บันทึกกระแสเงินสด รวมถึงไฟล์เสียงปริศนาที่อัดเหตุการณ์การทำธุรกรรมผิดกฎหมายของหลี่เต๋อหมิงและการสมรู้ร่วมคิดกับหวังซวี่ไว้อย่างชัดเจน
หลักฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ตระกูลกู้สืบสวนย้อนกลับมาจากหวังซวี่ และทุ่มเงินก้อนโตซื้อมาจาก ‘ผู้ร่วมมือ’ ของหลี่เต๋อหมิงนั่นเอง
โจวหมิงนึกไม่ถึงเลยว่า กับดักที่เขาขุดไว้ให้กู้เทียนอวี้จะกลายเป็นหลุมยักษ์ที่เขาต้องตกลงไปเสียเองในข้อหา ‘ขโมยเทคโนโลยี’ แถมหลักฐานคราวนี้ยังแน่นหนากว่าเรื่องที่เขาพยายามยัดเยียดให้กู้เทียนอวี้หลายเท่าตัว เพราะมันพุ่งเป้าไปที่การยักยอกสินทรัพย์ของบริษัทโดยตรง ซึ่งเป็นคดีอาญาที่หนักหนากว่าการทำโปรเจกต์พังหลายเท่า!
เพียงข้ามคืน โจวหมิงจากผู้เสียหายกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคดีอาญา หุ้นของกลุ่มบริษัทเซิ่งซื่อร่วงกราวรูด พันธมิตรทางธุรกิจพากันประกาศระงับความร่วมมือ ส่วนตระกูลหลี่เองก็หนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบอย่างหนักหน่วง
เมื่อเจ้าหน้าที่ถือหมายค้นบุกเข้ามาในห้องทำงานของผู้อำนวยการบริษัทเซิ่งซื่อ โจวหมิงถึงได้เริ่มสั่นกลัวจนขีดสุด
“พวก...พวกคุณจับคนผิดแล้ว!” โจวหมิงแผดเสียงตะโกนอย่างเสียสติ
“เรามีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาว่าคุณเกี่ยวข้องกับการติดสินบน ปลอมแปลงเอกสาร การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายกระทง”
หัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่หน้านิ่งสนิท เขาวางรายงานการสอบสวนหนาเตอะลงบนโต๊ะ ที่นั่นระบุข้อหาและหลักฐานไว้ทุกอย่างชัดเจน
“นำตัวไป!”
ในเวลาเดียวกัน สมาชิกคนสำคัญของตระกูลหลี่และบริษัทเซิ่งซื่อต่างถูกเรียกตัวไปสอบสวน บัญชีบริษัทถูกอายัด และธุรกรรมมืดทั้งหลายก็ถูกเปิดโปงต่อสาธารณชน ส่วนหวังซวี่ที่เป็นต้นเหตุของละครฉากนี้ ก็ถูกจับกุมตามกฎหมายในข้อหาเป็นไส้ศึกและรับสินบน
การกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนในวงการการเมืองและธุรกิจของหรงเฉิงต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไม่หยุดหย่อน
—
น้ำเสียงของกู้เทียนอวี้ไม่ใช่การเกรงใจของคนระดับสูงอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความขอบคุณและความเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ เขารู้ดีว่าหากไม่มี ‘ตาทิพย์’ ของหลินมี่ ตระกูลกู้คงต้องตกลงสู่เหวแห่งความพินาศไปแล้ว ชายผู้เชื่อมั่นในหลักวัตถุนิยมอย่างเขา ตอนนี้จำต้องยอมรับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือความเข้าใจของเขาจริงๆ
หลินมี่ที่อยู่ปลายสายยิ้มบางๆ “ท่านรัฐมนตรีกู่อย่าได้เกรงใจไปเลยค่ะ ในเมื่อเราเป็นพันธมิตรกัน ก็ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หากช่วยได้ก็เป็นเรื่องดีแล้วค่ะ”
“คุณหลินมี่ถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ!” กู้เทียนอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “ความสามารถของคุณคือของขวัญจากสวรรค์ ตระกูลกู้โชคดีนักที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณ ไม่ว่าอย่างไร มื้ออาหารมื้อนี้ คุณและเว่ยสวินต้องให้เกียรติมาทานด้วยกันให้ได้นะครับ!”
สุดท้ายหลินมี่ก็ตอบตกลงด้วยความยินดี เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่งานเลี้ยงขอบคุณ แต่เป็นการที่ตระกูลกู้ยอมรับในความสามารถของเธออย่างเป็นทางการ และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เธอโดยปริยาย ส่วนสำหรับตระกูลกู้ นี่คือการประกาศให้คนภายนอกรับรู้ว่า หลินมี่ หญิงสาวผู้มี ‘ความสามารถพิเศษ’ คนนี้ ได้กลายเป็น ‘พันธมิตร’ ที่พวกเขาไว้วางใจและให้ความเคารพที่สุดแล้ว
คลื่นลมในหรงเฉิงอาจไม่เคยสงบลงอย่างแท้จริง แต่ตระกูลกู้กลับแสดงให้เห็นถึงรากฐานอันมั่นคงและสติปัญญาของพวกเขาผ่านเกมการเมืองเงียบๆ ครั้งนี้ และทั้งหมดนั้นเริ่มต้นจากภาพที่หลินมี่ ‘มองเห็น’ และคำเตือนอันหวังดีของเธอนั่นเอง
—
ยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามา แสงไฟประดับประดาไปทั่ว คฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลกู้ในเมืองหรงเฉิงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟอันวิจิตรตระการตา
คฤหาสน์โบราณที่แบกรับความรุ่งเรืองมากว่าร้อยปีแห่งนี้ ดูขลังและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นในยามค่ำคืน
งานแกะสลักคานประตูและทางเดินที่คดเคี้ยวชวนให้หลงใหล ทุกมุมของที่นี่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของปัญญาชนและความสูงส่งของตระกูลเก่าแก่
เมื่อหลินมี่และเว่ยสวินมาถึงหน้าคฤหาสน์ สองสามีกู้เทียนอวี้, สองสามีกู้เทียนหัว รวมถึงกู้เฉินเจ๋อ และกู้ชิงเหยาบุตรสาวของกู้เทียนอวี้ ต่างมายืนรอต้อนรับอยู่ที่ประตูทางเข้า
วันนี้หลินมี่สวมชุดเดรสยาวเรียบหรู ดูสดใสและสง่างาม เมื่อเห็นทุกคนในตระกูลกู้มายืนรอรับเธอก็อดประหลาดใจไม่ได้
เธอไม่คาดคิดเลยว่าคนตระกูลกู้จะยกขบวนกันมาต้อนรับเธอถึงหน้าประตูเช่นนี้
การต้อนรับแบบนี้... จะดูยิ่งใหญ่เกินไปหน่อยไหม? ยังไงเสียเธอก็ถือว่าเป็นแค่รุ่นเยาว์คนหนึ่งเท่านั้น