ตอน 57
ตอนที่ 57: ท่าทีที่เปลี่ยนไป
เมื่อการโอนเงินก้อนสุดท้ายเสร็จสิ้น งานสมาคมธุรกิจที่รวบรวมเหล่าอีลีทจากทุกวงการในหรงเฉิงก็ถึงคราวรูดม่านปิดฉากลง
เหล่าแขกเหรื่อทยอยเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงเป็นกลุ่มๆ พวกเขายังคงพูดคุยกันอย่างออกรสถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ โดยเฉพาะการประมูลที่ดินที่เป็นไฮไลต์และการประมูลโครงการพลังงานสะอาด ส่วนหลินมี่กลายเป็นจุดสนใจที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนในค่ำคืนนี้
จาก ‘คู่ควงไม้ประดับ’ ที่ใครต่อใครต่างมองข้าม บัดนี้เธอก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนอิสระที่ควักเงินจ่ายกว่าห้าล้านห้าแสนหยวนได้ตาไม่กะพริบ
จุดพลิกผันที่น่าตื่นตะลึงนี้ทำให้ทุกคนที่เคยดูแคลนเธอต้องหันกลับมาประเมินหญิงสาวผู้ยืนเคียงข้างเว่ยสวินใหม่อีกครั้ง แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงไม่ใช่แค่เม็ดเงินจำนวนห้าล้านกว่าหยวน แต่เป็นความรู้สึก ‘อยากรู้อยากเห็น’ ในตัวหลินมี่มากกว่า
หากเธอมีเงินขนาดนี้ ทำไมต้องยอมทุ่มทุนประมูลที่ดินผืนนั้นในราคาที่สูงเกินมูลค่าจริง? หรือจะมีเงื่อนงำอะไรที่พวกเขาไม่รู้ซ่อนอยู่กันแน่?
จากเดิมที่ไม่มีใครให้ราคา แถมยังพากันหัวเราะเยาะท่าทีที่ดูเหมือนการเล่นสนุกของหลินมี่ แต่เมื่อพบว่าเธอยังถือบัตรสมาชิกพิเศษระดับไดมอนด์ ความคิดของทุกคนก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
นักธุรกิจมักจะแสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเป็นธรรมดา เมื่อก่อนตอนที่เป็นแค่เรื่องซุบซิบไร้สาระพวกเขาก็แค่ยืนดูห่างๆ แต่พอรู้ว่ามีช่องทางทำกำไร ก็พากันกระตือรือร้นที่จะสืบหาความจริงทันที
ดังนั้น ในช่วงเวลาพบปะพูดคุยอิสระหลังจากนั้น จึงมีหลายคนเดินเข้ามาทักทายและตีสนิทกับหลินมี่เพื่อหยั่งเชิงหาข้อมูล หรือแม้แต่ขอช่องทางการติดต่ออย่างเปิดเผย
และแน่นอนว่า วิธีการรับมือกับคนเหล่านี้ของหลินมี่กลับทำให้ทุกคนชะงักไปอีกรอบ ท่าทีที่คาดเดาไม่ได้ของเธอทำให้คนเหล่านั้นเข้าใจไปเองว่าเธอกำลังเล่นตัวทำตัวลึกลับ ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้ใครรู้ ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้ทุกคนพากันสงสัยในภูมิหลังของเธอมากขึ้นไปอีก
“เฮ้อ~ ในที่สุดก็จบสักที!”
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องจัดเลี้ยง หลินมี่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คนเรานี่ก็แปลก พอคนอื่นกระตือรือร้นเข้าหาก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยเลย
บรรดาบิ๊กบอสที่ดาหน้าเข้ามาคุยและขอคอนแทคเธอ ทำเอาเธอวางตัวไม่ถูกทีเดียว ก่อนหน้านี้ตอนยังไม่เริ่มงาน พวกนี้ยังเมินใส่เธออยู่เลย แต่พอพิสูจน์ได้ว่าเธอกระเป๋าหนัก ท่าทีก็เปลี่ยนไปทันที
ดูท่าว่าการออกไปเผชิญโลกกว้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมี ‘สถานะ’ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือความจริงแท้ที่สุด และนั่นก็ยิ่งทำให้หลินมี่กระหายที่จะเติบโตขึ้น เพื่อที่จะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
“นั่นคือการยอมรับจากพวกเขา” เว่ยสวินเอ่ยขึ้นเบาๆ นี่คือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์
“โลกนี้วุ่นวายล้วนเพื่อผลกำไร โลกนี้หมุนไปล้วนเพื่อผลประโยชน์” หากตัวเราไม่มีคุณค่า แล้วคนอื่นจะยอมเสียเวลาด้วยทำไม?
ในขณะนั้นเอง เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนก็ดังมาจากด้านหลัง
“หลินมี่!”
ทั้งคู่หันกลับไปตามเสียงเรียก ก็พบกับอู๋เชี่ยนที่กำลังเดินตรงเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่ดูสนิทสนมเป็นพิเศษ คืนนี้เธอแต่งหน้าจัดเต็มในชุดเดรสรัดรูป ท่าทางดูเหมือนคนเพิ่งได้พบเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานนับปี
“ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอพวกคุณที่นี่ เมื่อกี้คนเยอะไปหน่อย เลยไม่ได้เข้ามาทักทาย”
สายตาของอู๋เชี่ยนกวาดผ่านเว่ยสวินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองหลินมี่ด้วยความกระตือรือร้น “หลินมี่ หลังลาออกจากบริษัทไปแล้ว เธอไปทำอะไรที่ไหนเหรอ? เพื่อนร่วมงานที่บริษัทต่างก็เป็นห่วงสถานการณ์ของเธอกันใหญ่เลยนะ”
คำพูดนี้ดูเหมือนแสดงความห่วงใย แต่กลับจงใจตอกย้ำความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานเก่า ประหนึ่งว่าทั้งคู่เคยสนิทสนมกันมาก่อน
หลินมี่กระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง ในแววตานั้นมีความเข้าใจและเยาะเย้ยที่สังเกตเห็นได้ยาก เธอไม่รีบร้อนจะตอบโต้ แต่อยากรอดูว่าอู๋เชี่ยนจะแสดงละครบทไหนต่อไป
เป็นไปตามคาด ยังไม่ทันที่หลินมี่จะเอ่ยปาก อู๋เชี่ยนก็รีบเบนความสนใจไปที่เว่ยสวินทันที น้ำเสียงของเธออ่อนหวานลงอย่างเห็นได้ชัด ในดวงตาฉายแววชื่นชมและโหยหาอย่างไม่ปิดบัง
“คุณเว่ยคะ ไม่ได้เจอกันนานเลย ครั้งก่อนที่จวี้เย่ว์เซวียนเราเคยเจอกัน คุณยังจำฉันได้ไหมคะ?”
“จวี้เย่ว์เซวียน?” เว่ยสวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขามีงานสังคมมากมายในแต่ละเดือนและไปมาหลายสถานที่ เขาพอจะคุ้นหูกับชื่อร้านจวี้เย่ว์เซวียนอยู่บ้าง แต่กับใบหน้าที่โบกเครื่องสำอางหนาเตอะตรงหน้านี้ เขากลับจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ดูออกว่าจุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์แบบนี้ เขาจะคัดกรองออกจากความจำโดยอัตโนมัติ ไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มาเกะกะพื้นที่ในสมองเด็ดขาด
“ใช่ค่ะ” เมื่อเห็นฝ่ายชายมีปฏิกิริยา อู๋เชี่ยนก็ดีใจจนออกนอกหน้า มองเขาด้วยความคาดหวัง
“จำไม่ได้” เว่ยสวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชา
เมื่อเห็นดังนั้น หลินมี่จึงหัวเราะเบาๆ แล้วแกล้งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “อ้าว จำไม่ได้เหรอคะ? จวี้เย่ว์เซวียนก็คือร้านอาหารจีนที่เราเจอกันครั้งแรกไงคะ งานเลี้ยงคืนนั้นที่เธออุตส่าห์ออกหน้าช่วยฉันน่ะ~”
“คนนี้แหละค่ะที่เป็น ‘เพื่อนร่วมงานแสนดี’ ที่ตอนนั้นคอยขวางไม่ให้ฉันกลับ ต้องบังคับให้ฉันอยู่ต่อเพื่อ ‘ดูแล’ ลูกค้า คอทองแดงน่าดูเลยนะคนนี้ หลังจากคืนนั้นที่ฉันกลับไป พวกคุณไม่ได้ดื่มด้วยกันต่อเหรอคะ?”
เธอจงใจเน้นคำว่า ‘เพื่อนร่วมงานแสนดี’ ใครฟังก็รู้ว่ามันคือการประชดประชัน
ก็เมื่อวานยังเห็นหน้ากันที่อาคารสำนักงานอยู่เลย จะไม่รู้ได้ยังไง? อีกอย่างตอนที่ซูชิงยืนพล่ามไร้สาระเมื่อครู่นี้ เธอก็เห็นชัดๆ ว่าอู๋เชี่ยนแอบเดินตามหลังมาด้วย แม่นี่คิดว่าเธอเป็นคนความจำสั้นเหมือนคนโง่หรือไง?
อู๋เชี่ยนคงคิดว่าตัวเธอเองยังต้องรักษาภาพลักษณ์เป็นแม่พระต่อหน้าเว่ยสวิน เลยกล้าเข้ามาตีสนิทหน้าด้านๆ แบบนี้ หลินมี่อดไม่ได้ที่จะลูบหน้าตัวเอง เธอดูเหมือนคน ‘หลอกง่าย’ ขนาดนั้นเลยเหรอ?
น่าเสียดายที่เนื้อแท้ของเธอเป็นคนประเภทที่ถ้าใครแรงมาก็แรงกลับ ไม่เช่นนั้นงานเลี้ยงวันก่อนเธอคงทนกลืนเลือดไปแล้ว
คงต้องทำให้อีกฝ่ายผิดหวังหน่อยนะ เพราะเธอไม่มีความตั้งใจจะมาต่อล้อต่อเถียงกับอู๋เชี่ยนแม้แต่น้อย ความสัมพันธ์ของพวกเธอถึงขั้นมารยาทพื้นฐานยังไม่ควรมีให้กันเลยด้วยซ้ำ
เมื่อสิ้นประโยค รอยยิ้มที่อุตส่าห์ปั้นแต่งมาอย่างดีของอู๋เชี่ยนก็แข็งค้าง เธอก้มหน้าลง สายตาเลิ่กลั่ก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกตีแผ่ความจริงออกมาต่อหน้าต่อตา
เธอคาดไม่ถึงว่าหลินมี่จะไม่รักษาน้ำใจหรือภาพลักษณ์อะไรเลย แถมยังพูดออกมาตรงๆ ต่อหน้าเว่ยสวินอีก เธอไม่แคร์อะไรเลยจริงๆ หรือ?
“อ้อ คนนี้นี่เอง ที่คืนนั้นเต้นแร้งเต้นกาอยู่คนเดียวน่ะ” เว่ยสวินเอ่ยสมทบหลินมี่ด้วยท่าทีเหมือนเพิ่งนึกออก แต่ในน้ำเสียงกลับเหน็บแนมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ คืนนั้นหลังจากคุณกลับไปได้ไม่นานผมก็ออกมาแล้ว และที่สำคัญ... ผมเลือกคนที่จะดื่มด้วยเหมือนกัน” เว่ยสวินรีบหันมาอธิบายกับหลินมี่ กลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดในตัวเขา
ถึงแม้เขาจะมีงานเลี้ยงมากมายและต้องพบปะผู้คนหลากหลาย แต่จุดประสงค์ของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ‘คุยงาน’
“อ้อ ทราบแล้วค่ะ” หลินมี่ตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ