ตอน 91

ตอนที่ 091 คู่ปรับตลอดกาล

“หลินมี่ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” หลินมี่เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับหญิงสาวที่แต่งกายจัดจ้านเดินตรงดิ่งเข้ามาหา บนใบหน้าฉายแววไม่เป็นมิตรและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด เยี่ยมานหนิง (叶曼宁) เดินมาหยุดตรงหน้าแล้วเปิดฉากหาเรื่องทันที “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอจะมาได้นะ หรือว่าเธอตั้งใจสะกดรอยตามมากันแน่? นานขนาดนี้แล้ว เธอยังจะหน้าด้านเกาะติดพี่เฉิงเยี่ยนไม่เลิกอีกเหรอ?” หลินมี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย อารมณ์ดีๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้ามลายหายไปในพริบตา ให้ตายเถอะ... ซวยจริงๆ! ไม่นึกเลยว่าจะมางานเลี้ยงฉลองทั้งทีต้องมาเจอกับคู่ปรับสมัยมหาวิทยาลัย ความบาดหมางระหว่างพวกเธอหยั่งรากลึกเกินกว่าจะพูดจาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายๆ เยี่ยมานหนิงกับเฉิงเยี่ยนถือเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน ครอบครัวต่างเป็นมิตรสนิทชิดเชื้อกันมานาน เยี่ยมานหนิงชอบเฉิงเยี่ยนมาโดยตลอด แต่ฝ่ายชายกลับเห็นเธอเป็นเพียงแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น เฉิงเยี่ยนเรียนที่ไหน เยี่ยมานหนิงก็จะตามไปเรียนที่นั่นด้วยเสมอ สมัยเรียนปีหนึ่งเทอมสอง หลินมี่ได้รู้จักกับเฉิงเยี่ยนโดยบังเอิญ จากนั้นเขาก็เริ่มเข้ามาหาเธอถี่ขึ้น ซึ่งนั่นกลายเป็นชนวนเหตุให้เยี่ยมานหนิงโกรธแค้น ยิ่งเฉิงเยี่ยนใส่ใจเธอมากเท่าไหร่ เยี่ยมานหนิงก็ยิ่งเดือดดาลจนถึงขั้นยุยงให้กลุ่มเพื่อนสนิทคอยกลั่นแกล้งและปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ ใส่ร้ายเธอในทางลับ เพื่อทำลายชื่อเสียงของเธอ ตอนแรกหลินมี่ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนและทำงานพิเศษจนไม่มีเวลาไปยุ่งกับเรื่องนินทาในคณะ จนกระทั่งขึ้นปีสอง เธอถึงเริ่มรู้สึกผิดปกติ เมื่อเห็นสายตาและท่าทีของคนรอบข้างที่มองเธอด้วยความรังเกียจและเย้ยหยัน หากไม่ได้รูมเมทในหอพักบอก เธอคงไม่รู้ตัวเลยว่าชื่อเสียงของเธอถูกเยี่ยมานหนิงกับพรรคพวกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว เธอเคยแจ้งเรื่องนี้กับอาจารย์ที่ปรึกษา แต่เยี่ยมานหนิงและพรรคพวกก็แค่ได้รับคำตักเตือนเพียงไม่กี่คำ เรื่องก็จบลงแบบลวกๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุผลน่ะเหรอ? ก็เพราะตระกูลเยี่ยทั้งรวยทั้งมีอิทธิพลน่ะสิ! นับแต่นั้นมา เธอก็เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า การมีเหตุผลไม่ได้หมายความว่าจะชนะทุกสิ่ง หากยังดึงดันจะเอาชนะพวกนั้นต่อไป ก็มีแต่จะเสียเวลาและทำลายสุขภาพจิตของตัวเองเปล่าๆ เธอจึงเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากเฉิงเยี่ยน ไม่สนใจคำพูดของคนอื่น และทุ่มเทให้กับการเรียนรวมถึงงานพิเศษอย่างเต็มที่ ยกเว้นเพื่อนสนิทในห้อง เธอแทบจะไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด คิดเสียว่าพอเรียนจบไป ต่างคนต่างก็แยกย้าย ไม่ต้องพบเจอกันอีก ทว่าบาดแผลและความลำบากใจที่เยี่ยมานหนิงก่อไว้ในช่วงมหาวิทยาลัยยังคงฝังลึก นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้สัมผัสกับ ‘ความชั่วร้าย’ ของมนุษย์ เพียงเพราะผู้ชายที่ตัวเองชอบไม่ได้ชอบเธอ แต่กลับไปชอบผู้หญิงคนอื่น ก็ถึงกับต้องทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายให้ย่อยยับ ถึงขั้นยุยงให้เพื่อนร่วมชั้นรุมรังแกเลยหรือ? ลูกไม้ตื้นๆ ที่อีกฝ่ายงัดออกมาใช้มีนับไม่ถ้วน ถ้าเธอไม่ใช่คนจิตใจเข้มแข็ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมแบบไหน สองปีให้หลัง เธอแทบจะหลบหน้าเฉิงเยี่ยน แต่ก็คุมการกระทำของเขาไม่ได้ บางโอกาสก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอ ทำให้เยี่ยมานหนิงมักจะหาเรื่องและเป็นศัตรูกับเธอเสมอ จนกระทั่งเรียนจบและออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ชีวิตของเธอถึงได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ช่วงเวลานี้มันแสนจะราบรื่นจนเธอเกือบจะลืมช่วงเวลาเลวร้ายในมหาวิทยาลัยไปเสียสนิทแล้ว แต่พอเห็นคนทั้งสองตรงหน้า ความทรงจำที่ฝังลึกก็หวนกลับมาอีกครั้ง “ทำไมฉันจะมาไม่ได้? ถามหน่อยเถอะ โรงแรมนี้เป็นของครอบครัวเธอเหรอ? หรือว่าหน้าโรงแรมมีป้ายเขียนห้ามไม่ให้หลินมี่เข้า?” เยี่ยมานหนิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดกระแทกเสียง “นี่คือโรงแรมระดับห้าดาวนะ เธอจ่ายไหวเหรอ? แค่ค่าอาหารมื้อเดียวในร้านนี้ เงินเดือนทั้งเดือนของเธอจะพอจ่ายหรือเปล่า?” “มานหนิง! เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง เพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น เธอพูดเกินไปแล้วนะ” เฉิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปกป้องหลินมี่ เพราะคำพูดของอีกฝ่ายฟังดูแย่ลงทุกที เขารู้ดีว่ามานหนิงเป็นคนอารมณ์แบบนี้ บางครั้งเขาก็รับมือไม่ได้ ใครใช้ให้ครอบครัวพวกเขาสนิทกันมานานล่ะ เขาก็เลยลำบากใจที่จะพูดอะไรแรงๆ “ฉันพูดผิดตรงไหน? ฐานะทางบ้านเธอไม่ดีเป็นเรื่องจริง จะพูดความจริงไม่ได้หรือไง? อีกอย่างฉันก็หวังดีนะ มาที่แบบนี้ถ้าไม่มีเงินจ่ายขึ้นมาจะไม่ยิ่งอับอายกว่าเดิมเหรอ?” เมื่อเห็นว่าเฉิงเยี่ยนยังคงเข้าข้างหลินมี่ เยี่ยมานหนิงก็ยิ่งหงุดหงิดใจ แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าเขา เธอจึงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มและใช้คำพูดที่ฟังดูดีขึ้น แสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างที่ทำไปเพราะหวังดีต่อหลินมี่ “หลินมี่ มานหนิงพูดก็มีส่วนถูกนะ ถ้าอย่างนั้นเธอมาทานข้าวกับเราสิ” เฉิงเยี่ยนพยักหน้า ก่อนจะหันมาคะยั้นคะยอหลินมี่ หลินมี่มองดูฉากที่ซ้ำรอยเดิมแล้วได้แต่รู้สึกขบขัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมความรู้สึกของเธอที่มีต่อเฉิงเยี่ยนจึงหยุดอยู่แค่ความประทับใจช่วงแรกเท่านั้น เขาเป็นคนนิสัยดี ใส่ใจคนรอบข้างและจริงใจ แต่ความใจดีของเขานั้นอ่อนปวกเปียกจนเกินไป ไม่มีจุดยืนที่หนักแน่น เชื่อคนง่าย ขาดความสามารถในการแยกแยะถูกผิด ไม่มีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง บางทีวินาทีหนึ่งเขาอาจจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายทำผิด แต่เพียงแค่ฝ่ายนั้นอธิบายอะไรนิดหน่อย เขาก็พร้อมจะให้อภัยและเชื่อใจอย่างง่ายดาย ตอนแรกเธอเคยคิดว่าเขาเป็นคนดีมาก แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดมาหลายครั้ง เธอก็พบว่าความใจดีของเขาเป็นสิ่งที่เธอรับไม่ไหวจริงๆ ต่อให้เขาจะมีพื้นฐานครอบครัวดี หน้าตาดี หรือเคยบอกชอบเธอหลายครั้ง เธอก็ไม่สามารถคบหากับเขาได้ ต่อให้รักมากแค่ไหนก็ไม่ได้! ความรู้สึกที่ไร้อำนาจและพูดอะไรไม่ออกแบบนั้น มันทำให้คนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมีนัดแล้ว พวกคุณทานกันไปเถอะ ฉันไม่รบกวนหรอก” “หึ รู้จักเจียมตัวก็ดีแล้ว อย่าได้ริอาจคิดครอบครองสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเธอ” เยี่ยมานหนิงแค่นเสียงเย็นชา กอดอกมองหลินมี่ด้วยท่าทีหยิ่งยโส หลินมี่ได้แต่พูดไม่ออก ความรู้สึกไร้อำนาจแบบเดิมถาโถมเข้ามาอีกครั้ง คนบางประเภทไม่สามารถสื่อสารด้วยได้จริงๆ ต่อให้พูดไปมากแค่ไหน อีกฝ่ายก็มีแต่จะจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เธอเคยแสดงจุดยืนชัดเจนไปแล้วว่าเธอไม่ได้ชอบเฉิงเยี่ยน และจะไม่ไปพัวพันกับเขา แต่เยี่ยมานหนิงไม่เคยเชื่อ ในความคิดของฝ่ายนั้น หลินมี่ผู้มีฐานะทางบ้านต่ำต้อยและมีใบหน้าที่สวยงาม คงทำได้เพียงแค่พยายามเกาะผู้ชายรวยๆ อย่างเฉิงเยี่ยนเพื่อยกระดับตัวเอง ต่อให้เธอจะปฏิเสธไปกี่ครั้ง เยี่ยมานหนิงก็ถือว่าเป็นข้ออ้าง ในสายตาของเธอ เฉิงเยี่ยนคงสมบูรณ์แบบจนผู้หญิงทุกคนต้องตกหลุมรักเขาไปหมด แล้วเธอจะพูดอะไรได้อีก? เฉิงเยี่ยนยังไม่ยอมแพ้ “ไม่เป็นไรหรอกหลินมี่ ฉันจองห้องส่วนตัวไว้ ที่นั่งเยอะแยะ แล้วคืนนี้ก็มีเพื่อนร่วมชั้นสมัยมหาลัยมาทานข้าวกันหลายคน นานๆ ทีจะได้เจอกัน มาร่วมโต๊ะกันเถอะนะ” “รุ่นพี่เฉิงเยี่ยน ฉันบอกแล้วไงคะว่ามีนัดจริงๆ อีกอย่างฉันก็ไม่ได้สนิทกับเพื่อนเหล่านั้นสักเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องไปร่วมโต๊ะหรอกค่ะ” หลินมี่หุบยิ้มทันที น้ำเสียงไม่มีความเกรงใจเหมือนตอนแรกอีกต่อไป เธอไม่อยากเสียเวลากับพวกเขาอีกแล้ว คุยกับคนพวกนี้ก็เหมือนคุยกับคนหูหนวกที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย