ตอน 72

ตอนที่ 072 ที่ดินกลายเป็นขุมทรัพย์!

ยามเช้าตรู่ ขณะที่หลินมี่ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา เสียงโทรศัพท์ที่สั่นรัวไม่หยุดก็ปลุกเธอให้ตื่นขึ้น เธอขยับมือไปควานหาบนโต๊ะข้างเตียงด้วยความหงุดหงิด ใครกันช่างไม่รู้กาลเทศะ มารบกวนเวลาพักผ่อนของผู้คนในยามเช้าแบบนี้ ช่างไร้มารยาทสิ้นดี! หลินมี่หรี่ตาอันงัวเงียขึ้นมาดูหน้าจอโทรศัพท์ นอกจากสายที่ไม่ได้รับหลายสายแล้ว แอปพลิเคชัน ‘อินฟู’ (音符) ยังแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นมากว่า 99+ อย่างเห็นได้ชัด! เกิดอะไรขึ้น? เธอโดนขุดคุ้ยประวัติบนโลกออนไลน์งั้นเหรอ? จู่ๆ ข้อความจะทะลักขนาดนี้ได้อย่างไร? ช่วงนี้เธอยิ่งทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ด้วย งานที่ทำก็มีแค่โปรเจกต์ของเฉินอวี่ ไม่ได้ไปทำอะไรที่ตกเป็นเป้าสายตาชาวเน็ตเลยสักนิด ส่วนเรื่องที่เคยช่วยโจวเหม่ยหลิงเอาไว้ ก่อนหน้านี้เว่ยสวินก็ได้ส่งคนไปจัดการกดข่าวเอาไว้ทันท่วงที เรื่องจึงไม่ได้แพร่ออกไปไกล แล้ววันนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? หลินมี่ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ สมองที่ยังมึนงงตื่นเต็มตาในทันที เธอเปิดแอปฯ ‘อินฟู’ ขึ้นมาด้วยความสงสัย ก่อนจะพบกับรายการข้อความจากบรรดาเพื่อนร่วมอาชีพ ให้ตายสิ! พอดูรูปโปรไฟล์แล้ว พวกเขาคือเหล่าประธานบริษัทที่เธอเคยแลกคอนแทคไว้ตอนไปร่วมงานกิจกรรมทั้งนั้น! ตั้งแต่วันที่แลกช่องทางติดต่อกันไป ช่องแชทพวกนี้ก็ไม่เคยมีความเคลื่อนไหวเลย แต่ไฉนวันนี้ถึงพร้อมใจกันทักมาหาเธอได้? เธอคลิกเข้าไปดูข้อความล่าสุดด้วยความอยากรู้อยากเห็น กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไล่กดดูข้อความจากแชทอื่นๆ ตามมา “น่าสนใจจริงๆ...” หลินมี่พบว่าเนื้อหาข้อความของประธานเหล่านั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย สรุปใจความสำคัญได้สามประเด็นคือ หนึ่ง—ร่วมแสดงความยินดีที่ที่ดินซึ่งเธอประมูลมาได้นั้นสร้างกำไรมหาศาล! สอง—พยายามหยั่งเชิงว่าเธอรู้ข่าววงในมาก่อน หรือมีเบื้องหลังเป็นใครกันแน่? และสาม—ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือการถามไถ่ว่าเธอสนใจจะร่วมลงทุนพัฒนาที่ดินผืนนั้นด้วยกันหรือไม่ หลินมี่ยิ้มให้กับโทรศัพท์ในมือ เบื้องหลังน่ะมีแน่! แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสืบหาตัวเจอหรอก แน่นอนว่าเธอจะรักษาความลึกลับนี้ไว้ต่อไป ให้พวกเขาไปนั่งเดากันเองเถอะ หลินมี่วางโทรศัพท์ลงพลางยิ้มอย่างเข้าใจ แต่ในแววตากลับมีความกังวลฉายชัด หากไม่ใช่เพราะข้อความจากเหล่าประธานเหล่านี้ เธอเกือบจะลืมข่าวร้อนแรงเรื่องรัฐบาลเตรียมพัฒนาเขตชานเมืองไปเสียสนิท ไม่แปลกใจเลยที่บรรดายักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจจะแห่กันเข้ามาเหมือนแมวได้กลิ่นคาวปลา บัดนี้ เอกสารราชการได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการแล้ว รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องก็เผยแพร่ออกไปทั่ว เรื่องที่ที่ดินผืนนั้นจะถูกพัฒนาจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ตอนนี้คงไม่มีใครกล้ากังขา หรือหัวเราะเยาะความ ‘ไม่รู้เรื่องรู้ราว’ ของเธอในวันนั้นอีกแล้ว ที่ดินที่ในสายตาคนอื่นเคยเป็นผืนดินรกร้างไร้ค่าชั่วข้ามคืน กลับกลายเป็นสินค้าขายดีที่ใครๆ ต่างหมายปองเพราะลมเปลี่ยนทิศจากนโยบายรัฐ ทุกคนต่างอยากจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากมันทั้งนั้น หลินมี่เข้าใจดีว่า เมืองหรงเฉิงแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาล คนในแวดวงเดียวกันยังไงก็ต้องได้พบเจอกันอยู่ดี ที่ดินที่เคยเป็น ‘ขยะ’ ในมือเธอวันนี้กลายเป็น ‘ขุมทรัพย์’ เกรงว่าคงจะเรียกความอิจฉาริษยาจากคนรอบข้างได้ไม่น้อย ลำพังแค่ที่ดินผืนนี้ก็คาดการณ์ได้แบบอนุรักษนิยมแล้วว่าสามารถสร้างโปรเจกต์มูลค่าหลายหมื่นล้าน ผลกำไรขนาดนี้ใครเห็นก็ต้องตาร้อนเป็นธรรมดา คำกล่าวที่ว่า ‘พบยมบาลนั้นง่าย แต่รับมือผีร้ายนั้นยาก’ เป็นเรื่องจริงเสมอ! หากเธอถือครองมันไว้คนเดียว เกรงว่าจะนำพาภัยพิบัติมาสู่ตัว เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินมี่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เธอรู้สถานะของตัวเองในตอนนี้ดี แม้เธอจะมี ‘นิ้วทองคำ’ ที่คอยเสกเงินให้แบบไม่ขาดสาย แต่รากฐานคอนเนคชันของเธอยังไม่มั่นคงนัก และเธอยังไม่มีแบ็กอัปที่ทรงพลังพอจะมาค้ำยันเพื่อเผชิญหน้ากับเหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นโดยลำพัง สนามธุรกิจก็ไม่ต่างจากสนามรบ ในภาวะที่ผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า ความโลภและความละโมบของมนุษย์จะถูกเผยออกมาอย่างชัดเจน คู่แข่งที่มีอำนาจล้นฟ้าแต่ไม่ได้ร่วมแบ่งเค้กชิ้นนี้ อาจใช้วิธีการสกปรกที่คาดไม่ถึง และเธอไม่ใช่ตัวคนเดียว เบื้องหลังเธอยังมีพ่อแม่ เธอจะทำตัวบ้าบิ่นห้าวหาญเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นโดยไม่กลัวเกรงอะไรไม่ได้ ชัดเจนแล้วว่าตอนนี้ทุกคนต่างจ้องมอง ‘ก้อนเนื้อชิ้นโต’ ในมือเธอ ซึ่งจะทำให้เธอกลายเป็นเป้าสนใจของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจะเสี่ยงไม่ได้ หลินมี่เดินไปที่หน้าต่าง แสงแดดสาดส่องลงบนตัวเธอผ่านกระจก แต่ก็ไม่อาจปัดเป่าความวิตกกังวลในใจออกไปได้ หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจได้ แทนที่จะแบกรับความเสี่ยงมหาศาลไว้คนเดียว สู้หาทางยืมมือคนอื่นมาช่วย โดยร่วมมือกับบุคคลที่มีชื่อเสียงและบารมีเป็นที่ยอมรับในวงการสองถึงสามคนจะดีกว่า วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ยังอาศัยทรัพยากร คอนเนคชัน และอิทธิพลของพวกเขามาปกป้องโครงการนี้ไว้ และยังช่วยอุดปากพวกคนขี้อิจฉาเหล่านั้นได้อีกด้วย ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการเลือกคนให้รอบคอบ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ วางแผนในหัวว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร ทันใดนั้นใบหน้าคุ้นเคยใบหน้าหนึ่งก็แวบเข้ามาในความคิด: เว่ยสวิน! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโจวเหม่ยหลิงก่อนหน้านี้ หรือคำแนะนำอย่างนุ่มนวลในช่วงที่เธอเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ เว่ยสวินได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมและอิทธิพลที่เหนือกว่าคนทั่วไป เขายื่นมือเข้ามาช่วยเธอหลายครั้งและไม่มีท่าทีประสงค์ร้าย ราวกับว่าเขามักจะปรากฏตัวเพื่อยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและให้คำแนะนำที่ดีที่สุดเสมอเมื่อเธอตกที่นั่งลำบาก ไม่รู้ทำไม เธอถึงมีความรู้สึกเชื่อใจเว่ยสวินอย่างประหลาด ราวกับเขามั่นใจได้ว่าจะไม่มีวันทำร้ายเธอ เขาจะยืนข้างเธอ อย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็ดูน่าเชื่อถือกว่าเหล่าประธานบริษัทคนอื่นๆ มาก บางทีเธออาจจะปรึกษาเขา หรือดูว่าเขาสามารถแนะนำพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ให้เธอหรือไม่ คิดแล้วก็ลงมือทำทันที! หลินมี่กดโทรออกหาเว่ยสวิน และเพียงแค่เสียงรอสายดังขึ้นไม่เกินสองครั้ง ปลายสายก็รับทันที “ตื่นแล้วเหรอ? โทรมาหาฉันแต่เช้าแบบนี้ มีเรื่องดีๆ อะไรจะแบ่งปันงั้นหรือ คุณหลิน?” เสียงทุ้มต่ำและมีเสน่ห์ของเว่ยสวินดังออกมาจากปลายสาย น้ำเสียงของเขาดูผ่อนคลายราวกับคาดเดาได้อยู่แล้วว่าหลินมี่จะต้องติดต่อมา “ดูท่าคุณจะรู้อยู่แล้วสินะคะ” หลินมี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะบรรยายถึง ‘สถานการณ์วุ่นวาย’ ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยหน่าย “ตอนนี้ที่ดินผืนนี้กลายเป็น ‘ก้อนเนื้อชิ้นโต’ ไปแล้ว ถ้าฉันหุบไว้คนเดียวเกรงว่าจะนำปัญหามาให้ไม่น้อย คุณเองก็รู้อยู่ว่าคอนเนคชันของฉันยังไม่มั่นคงนัก ฉันเลยตั้งใจว่าจะหาพาร์ทเนอร์ที่มีอิทธิพลสักสองสามคนมาร่วมพัฒนา เพื่อกระจายความเสี่ยง เลยอยากจะถามคุณว่าพอจะมีใครที่เหมาะสมแนะนำบ้างไหมคะ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังมาจากปลายสายพร้อมความเข้าใจ “อืม คุณคิดถูกแล้ว หลักการที่ว่า ‘มีของล้ำค่าคือโทษ’ นั้นใช้ได้เสมอในโลกธุรกิจ ที่ดินผืนนี้ของคุณตอนนี้ถือเป็นเผือกร้อน แต่มันก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งเช่นกัน” น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น “การที่คุณนึกถึงฉัน แสดงว่าคุณคิดทบทวนมาดีแล้ว สำหรับคนที่คุณถามถึง ในใจฉันมีตัวเลือกที่เหมาะสมอยู่สองคน พวกเขาสามารถช่วยคุณรักษาเสถียรภาพและเป็นแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งให้กับคุณได้” “ใครคะ?” ใจของหลินมี่เต้นระรัว “คนแรก” เว่ยสวินพูดด้วยน้ำเสียงแฝงนัยสำคัญ “คุณอาจจะลองพิจารณาตระกูลกู้ที่กู้เฉินเจ๋อสังกัดอยู่ดู” ตระกูลกู้?