ตอน 66

ตอนที่ 66 : ไหนบอกว่าเป็นพวกบ้างานไง?

หลินมี่ตอบกลับอย่างใจเย็น “อืม ก็ประมาณนั้นแหละ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เธอไม่ต้องตกใจไปหรอก ฉันอาจจะต้องทำเรื่องแบบนี้บ่อยๆ” เว่ยสวินร้อนใจขึ้นมาทันที “ถ้ามันมีอันตราย ต้องเรียกฉันไปด้วยนะ” “วางใจเถอะ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะอันตรายขนาดนั้น อีกอย่างฉันหวงชีวิตตัวเองจะตายไป เงินทองตั้งเยอะแยะที่ยังไม่ได้ใช้ จะเอาชีวิตไปเสี่ยงเล่นได้ยังไงกัน” หลินมี่หัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยปลอบใจ เรื่องในวันนี้เธอผ่านการประเมินและคาดการณ์มาแล้วอย่างดี มั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ถึงได้ตัดสินใจลงมือทำ หากความเสี่ยงมันสูงเกินไป เธอย่อมไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงอย่างบุ่มบ่ามแน่นอน ถึงค่าพลังจะสำคัญ แต่ก็เทียบไม่ได้กับชีวิตของเธอหรอก เรื่องนี้เธอยังแยกแยะได้ดี “ไปกันเถอะ คนข้างล่างน่าจะสลายตัวกันหมดแล้ว” เมื่อเห็นว่าเธอรู้จักวางตัวและมีขอบเขต เว่ยสวินก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ “ได้” หลินมี่พยักหน้า เธอเหลือบมองเวลา ตอนนี้ประมาณห้าโมงเย็น ใกล้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว จากนั้นทั้งสองก็นั่งลิฟต์ออกจากอาคารจินเยี่ย เมื่อมาถึงด้านหน้า ผู้คนที่มุงดูกันอยู่ก่อนหน้าก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ไม่นึกเลยว่าเรื่องในวันนี้จะแพร่กระจายบนโลกออนไลน์ได้เร็วขนาดนี้ โชคดีที่โจวเหม่ยหลิงไม่ได้เผยใบหน้าชัดเจนนัก อย่างมากก็แค่ด้านข้างที่ดูเลือนลาง หากไม่ใช่คนสนิทจริงๆ ก็คงจำไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าอดีตสามีเฮงซวยกับมือที่สามของโจวเหม่ยหลิงจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่านะ? สำหรับคนที่ไม่รักคุณ ต่อให้คุณตายเพื่อเขา อีกฝ่ายก็คงไม่มีวันนึกเวทนา ความใส่ใจและความสงสาร ใช้ได้กับคนที่รักคุณเท่านั้น ต่อให้ไอ้อดีตสามีนั่นรู้เข้า ก็คงทำได้แค่เย้ยหยันถากถาง มองเป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ทว่าเรื่องนี้ทั้งหยวนหยวนและหานหลินต่างก็ช่วยกันให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลต่อภายนอกแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครเอาไปปั่นกระแสหรือก่อเรื่องให้วุ่นวายได้ “ท่านประธานครับ!” เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมา หยวนหยวนและหานหลินก็รีบก้าวเข้ามาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “วันนี้พวกคุณเหนื่อยหน่อยนะ” หลินมี่กล่าวกับทั้งสองด้วยรอยยิ้ม ตอนที่อยู่ในลิฟต์ เว่ยสวินได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่ารีบมาเพราะสาเหตุอะไร ถึงแม้เธอจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ แต่เธอก็ซาบซึ้งในน้ำใจของหานหลินที่ยังนึกถึงความปลอดภัยของเธอ “พวกคุณยังต้องกลับบริษัทไปปั่นงานต่อไหม?” หลินมี่หันไปถามเว่ยสวิน “ยัง...” “ไม่กลับแล้ว!” หานหลินและเว่ยสวินตอบสวนกันทันควัน แต่ท่าทีของทั้งคู่นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง “??” หานหลินมองเจ้านายตัวเองด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย ไม่ใช่ว่าเย็นนี้มีประชุมสำคัญอีกรอบเหรอ? แล้วทำไมถึงไม่มีงานให้ทำแล้วล่ะ? ท่านประธานครับ ท่านเปลี่ยนไปแล้ว! คนที่บอกว่าเป็นพวกบ้างานและไม่สนใจผู้หญิงคนไหนหายไปไหนแล้วล่ะ?! ตอนนี้ต่อหน้าคุณหลินมี่ ท่านถึงกับยอมทิ้งงานเลยเชียวเหรอ? นี่เขากำลังฝันไปหรือเปล่า? เว่ยสวินส่งสายตาเย็นเยียบไปให้หานหลิน ฝ่ายหลังรีบปิดปากฉับทันทีพร้อมหันหน้าไปทางอื่น ราวกับกำลังบอกว่า 'ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น!' “ไม่มีเรื่องอะไรสำคัญแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปจัดการที่บริษัทก็ได้ ว่าแต่เธอถามทำไมเหรอ? ทางฝั่งเธอมีงานอะไรต้องทำอีกหรือเปล่า?” เว่ยสวินยิ้มตอบ เมื่อได้ยินหลินมี่ถาม สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาก็คือภารกิจสะสมบุญของเธอ เห็นปฏิกิริยาของทั้งสองคน หลินมี่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เปล่าหรอก ฉันแค่เห็นว่าใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เลยอยากถามดูว่าพวกคุณสะดวกไหม ฉันจะเลี้ยงข้าวเย็นพวกคุณเอง” เดิมทีเธอตั้งใจจะพาหยวนหยวนไปกินมื้อใหญ่เพื่อขอบคุณที่ช่วยวุ่นวายมาทั้งวัน แต่เมื่อเว่ยสวินกับหานหลินรีบตามมาด้วย อย่างน้อยก็ถือว่าพวกเขาเป็นห่วงเธอ เธอเลยคิดว่าไปกินด้วยกันหมดนี่แหละดีแล้ว “ได้เลย สะดวกแน่นอน” เว่ยสวินตอบตกลงทันที “ผมไปด้วยเหรอครับ?” หานหลินรีบชี้ตัวเองเพื่อความแน่ใจ มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ? หยวนหยวนหัวเราะ “คืนนี้พวกเราโชคดีแล้วล่ะ~ มี่มี่จะเลี้ยงมื้อใหญ่เลยนะ” “เกรงใจจังเลยครับ” หานหลินยิ้มร่า ทริปนี้คุ้มค่าจริงๆ นอกจากจะได้เลิกงานเร็วแล้ว ยังได้มากินมื้อใหญ่ฟรีๆ อีกด้วย “นายเลือกที่จะไม่ไปก็ได้นะ” เว่ยสวินโพล่งขึ้นมานิ่งๆ เขามองสองคนตรงหน้าแล้วรู้สึกขวางหูลูกตาอย่างบอกไม่ถูก แม้จะโดนสายตาพิฆาตของเจ้านายจ้องเขม็ง แต่หานหลินก็ยังคงปากแข็ง “แบบนั้นได้ยังไงกันครับ นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหลินมี่เลี้ยงข้าวทั้งที จะให้ปฏิเสธได้ยังไง” ท่านประธานครับ ถึงท่านไล่ผมกลับไป ผมก็ทำอะไรไม่ได้หรอกน่า ข้างกายคุณหลินมี่ไม่ได้มีแค่ผมที่เป็นก้างขวางคอซะหน่อย เขาอยู่ต่อ อย่างน้อยก็ยังช่วยแบ่งเบาความสนใจของเจ้านายได้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็น 'สามคนเดินเรื่อง' (เลขคี่) แบบนั้นไม่ใช่เหรอ? “ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ให้ แล้วเราไปเจอกันที่ร้านเลย” เมื่อตกลงกันได้แล้ว หลินมี่ก็บอกกับเว่ยสวินและหานหลิน “ตกลง” — หกโมงเย็น ทั้งสี่คนเดินทางถึงร้านอาหาร เวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนของการเลิกงาน ทำให้รถติดเล็กน้อยและใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารส่วนตัวที่หลินมี่คัดสรรมาเป็นอย่างดี บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่น อาหารแต่ละจานก็เต็มไปด้วยความใส่ใจ เธออยากขอบคุณทุกคนจริงๆ เพราะวันนี้พวกเขาเหนื่อยกันมาก เมื่อนั่งลงที่โต๊ะ หลินมี่ก็เป็นฝ่ายหยิบเมนูขึ้นมาและมอบสิทธิ์ในการสั่งอาหารให้กับทุกคน “สั่งกันได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจฉัน~” “ฉันกินได้หมด พวกเธอเลือกเถอะ” เว่ยสวินเลื่อนเมนูไปให้หานหลินและหยวนหยวน ส่วนเขาก็หยิบกาขึ้นมารินชาให้หลินมี่และตัวเอง “ฉันก็เหมือนกัน งั้นพวกคุณสองคนช่วยกันสั่งนะ” หลินมี่ยิ้มให้ทั้งคู่ “ได้เลย งั้นพวกเราจัดให้นะ” หยวนหยวนรู้นิสัยของหลินมี่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเปิดเมนูปึกนั้นมาปรึกษากับหานหลิน ทั้งคู่รู้ใจเจ้านายดีว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ดังนั้นการมอบหน้าที่นี้ให้พวกเขานับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว “ดื่มชาหน่อยสิ” เว่ยสวินเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณค่ะ” หลินมี่รับถ้วยชาด้วยดวงตาที่เป็นประกายยิ้มรับ “...” หยวนหยวนและหานหลินแอบมองถ้วยเปล่าตรงหน้าตัวเองเงียบๆ จริงสินะ ความลำเอียงของเจ้านายนี่มันช่างชัดเจนเสียเหลือเกิน ทั้งคู่จัดการสั่งอาหารอย่างรวดเร็วโดยเน้นตามรสนิยมของเจ้านายตัวเองเป็นหลัก จากนั้นทั้งสี่ก็นั่งพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง ในจังหวะนี้ไม่มีเรื่องของลำดับขั้นในที่ทำงานมาเกี่ยว เพราะหากตัดสถานะเจ้านายกับลูกน้องออกไป ทั้งสี่คนก็ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยที่สนิทสนมกันอยู่แล้ว ไม่นานอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ทุกคนต่างเพลิดเพลินกับมื้ออาหารพร้อมกับพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นบนดาดฟ้าอาคารจินเยี่ยในวันนี้ เพราะนอกจากหลินมี่แล้ว อีกสามคนไม่รู้จักโจวเหม่ยหลิงเป็นการส่วนตัวเลยอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ หลินมี่จึงเล่าเนื้อหาสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังคร่าวๆ หลังจากนั้น หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องทั่วไปที่ผ่อนคลายขึ้น หยวนหยวนและหานหลินเริ่มคุยถึงเรื่องตลกในบริษัท รวมถึงวางแผนอนาคตด้านอาชีพในภายภาคหน้า หลินมี่คอยสอดแทรกคำแนะนำดีๆ ให้เป็นระยะ ส่วนเว่ยสวินนั้นไม่ได้เข้าร่วมสนทนามากนัก เวลาส่วนใหญ่เขามักจะคอยคีบอาหารให้หลินมี่อย่างเอาใจใส่และพิถีพิถันอยู่เสมอ เมื่อเผชิญกับสายตาล้อเลียนของหานหลินและหยวนหยวน ใบหน้าของหลินมี่ก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมานิดๆ แต่เธอก็ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ จึงได้แต่แสร้งทำเป็นกินอาหารต่อไปอย่างสงบ “เธอตั้งใจจะให้โจวเหม่ยหลิงรับผิดชอบงานด้านไหนเหรอ?” เว่ยสวินถามขึ้นกะทันหัน ดึงหัวข้อกลับมาสู่เรื่องงานอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้เรื่องการรับสมัครพนักงานของบริษัทหลินมี่ เขาเองก็อยากจะเข้าใจแผนงานในอนาคตของเธอให้มากขึ้น