ตอน 61
ตอนที่ 61: กระโดดตึกงั้นหรือ?
“บอสคะ คนที่มาสัมภาษณ์วันนี้ บอสลองดูหน่อยไหมคะ”
หยวนหยวนยื่นเรซูเม่ฉบับหนึ่งให้หลินมี่อย่างระมัดระวัง ช่วงสองสามวันนี้เธอจัดการรับสมัครพนักงานตำแหน่งพื้นฐานจนครบเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงตำแหน่งผู้จัดการมืออาชีพที่ยังหาตัวไม่ได้เสียที ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกร้อนใจไม่น้อย
หลินมี่รับเอกสารมาอ่านเพียงครู่เดียวก็วางลง แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ช่างเถอะ รอไปก่อนแล้วกัน ของดีมีน้อย... อย่าด่วนรับใครเข้ามามั่วซั่วเลย”
หลินมี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงพร้อมกับเคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เธอควรทำอย่างไรถึงจะหาผู้จัดการที่เก่งกาจได้สักคนกันนะ?
ภาพใบหน้าหล่อเหลาของเว่ยสวินพลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ท่าทางที่เขาดูสุขุมเยือกเย็นและจัดการทุกอย่างในงานเลี้ยงธุรกิจได้อย่างคล่องแคล่วราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือ... บารมีและความเด็ดขาดนั่น...
“เพ้ย! หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลย!”
หลินมี่ลืมตาโพลง สะบัดศีรษะแรงๆ นี่เธอกำลังใช้สมองคิดเรื่องหางานให้คนอื่นอยู่แท้ๆ ทำไมถึงดันไปนึกถึง ‘ท่านประธานเว่ย’ คนนั้นได้เล่า?
เธอก็อยากได้ผู้จัดการที่เก่งกาจระดับเดียวกับเขาหรอกนะ แต่จะเป็นไปได้เหรอ?
หากเก่งถึงขั้นนั้นจริงๆ ใครจะยอมมาเป็นแค่ผู้จัดการตัวเล็กๆ ให้กับบริษัทเธอ
หลินมี่อดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเองว่าเธอตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินไปหรือเปล่า ถึงขั้นเอาเว่ยสวินมาเป็นเกณฑ์วัด หรือว่าบุคลากรระดับหัวกะทิในตลาดจะหายากขนาดนั้นจริงๆ?
“เฮ้อ...”
คงเพราะเธอใจร้อนเกินไป ตำแหน่งนี้สำคัญต่อการบริหารจัดการทีมงานทั้งบริษัท หากเลือกผิดไป ต่อให้พยายามแค่ไหน สุดท้ายทุกอย่างก็อาจสูญเปล่า
ดังนั้นเธอต้องรอบคอบให้มาก จะรีบร้อนรับใครเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
***
แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความวุ่นวายของเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์
หลินมี่ทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่มที่ให้ความรู้สึกราวกับจะจมหายลงไป ร่างกายทั้งหมดของเธอผ่อนคลายลงอย่างเต็มที่
หลังจากพักเหนื่อยเธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดระบบ ‘นิ้วทองคำ’ ของเธอตามความเคยชิน ช่วงนี้เธอเอาแต่ยุ่งอยู่กับการสรรหาบุคลากรจนไม่ได้เข้ามาเช็ก ‘คำค้นหามาแรง’ ของระบบเสียเท่าไหร่
หลังจากวุ่นวายมาหลายวัน ตำแหน่งผู้จัดการก็ยังไม่มีวี่แวว ตอนนี้เธอเลยต้องอาศัย ‘คำค้นหามาแรง’ เพื่อผ่อนคลายประสาท และเผื่อว่าจะเจอโอกาสทางธุรกิจอะไรดีๆ
ทว่าเพียงแค่กวาดสายตามองไปได้ไม่นาน หลินมี่ก็เด้งตัวขึ้นจากโซฟา สีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดจับจ้องไปยังหน้าจอโทรศัพท์ ราวกับได้พบเจอเหตุการณ์สำคัญบางอย่างที่หนักหนาสาหัส
และ ‘หัวข้อข่าว’ นั้น... เธอก็นั่งจ้องมันอยู่นานแสนนาน
—
สองวันต่อมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนกันยายน
เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง หลินมี่ถือถุงช้อปปิ้งใบหนึ่งเดินเข้าไปในอาคารจินเย่
ลิฟต์พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบนอย่างรวดเร็ว ทุกชั้นที่ตัวเลขขยับผ่าน หัวใจของหลินมี่ก็เต้นระทึกขึ้นตามไปด้วย
เสียง ‘ติ๊ง’ ของลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับการเปิดออก ลมหนาวบนชั้นดาดฟ้าหอบเอาความเย็นเยียบและอ้างว้างพัดมากระทบกาย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟ้าดินรับรู้ถึงโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันนี้หรือไม่ จากที่หลายวันมานี้อากาศสดใสแดดจ้า วันนี้กลับลดอุณหภูมิลงกะทันหัน แถมยังมีลมพัดมาอย่างน่าประหลาด
เธอก้าวเดินตรงไปยังชั้นดาดฟ้าแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้มีรั้วกั้นที่ไม่สูงไม่ต่ำนัก แต่ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก
“เอาตรงนี้สินะ”
หลินมี่ถือถุงเดินเข้าไป ออกแรงผลักรั้วกั้นนั้นออกก่อนจะปีนขึ้นไปบนระเบียง ซึ่งอีกด้านหนึ่งมีฐานระเบียงชั้นนอกอยู่อีกชั้น
“เฮ้อ... โล่งอกไปที ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดตกลงไปง่ายๆ แล้ว”
เมื่อเห็นว่ามีฐานด้านนอก หลินมี่ก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างวางใจ ภารกิจในวันนี้เธอต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้พลังงานที่ได้รับจากภารกิจจะสำคัญ แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของเธอเอง
สาเหตุที่เธอต้องยอมเสี่ยงขนาดนี้ เป็นเพราะเธอรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้ง
คนคนหนึ่งไม่ควรต้องมาจบชีวิตลงด้วยเรื่องแค่นี้!
อีกอย่างคือความรู้สึก ‘เห็นอกเห็นใจ’ กัน เธอไม่อยากเห็นคนที่มีค่าคนหนึ่งต้องสูญสลายไปจากโลกนี้
“...”
หลินมี่นั่งลงที่ริมขอบระเบียง นั่งรออยู่อย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไปทีละน้อย จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาสี่โมงเย็น ร่างผอมโซราวกับซากศพไร้วิญญาณร่างหนึ่งก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า
เส้นผมของเธอยุ่งเหยิง ไหล่ห่อเหี่ยว ทั้งร่างดูเหมือนถูกสูบเอาพลังชีวิตออกไปจนหมดสิ้น รอบกายแผ่กลิ่นอายของความสิ้นหวังอันมืดดำออกมา
โจวเหม่ยหลิงเดินตรงไปอย่างคนไร้สติ ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ตรงขอบระเบียงก่อนแล้ว
เธอนับถอยหลังอยู่ในใจ เตรียมจะก้าวเท้าไปสู่ห้วงเหวลึก ทว่าในจังหวะที่จะปีนขึ้นไป สายตาเหลือบไปเห็นว่าบนระเบียงนั้นมีคนนั่งอยู่จริงๆ
แถมยังเป็นผู้หญิงที่ดูอายุน้อยมากคนหนึ่งด้วย!
เธอได้แต่ยืนตะลึง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ... นี่มันอะไรกัน
ยุคนี้สมัยนี้ แม้แต่การกระโดดตึกก็ยังต้องเข้าคิวกันด้วยงั้นหรือ?
“...”
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง หัวใจของหลินมี่บีบตัวแน่น แต่บนใบหน้ายังคงพยายามรักษาความสงบ เธอค่อยๆ หันข้างมองโจวเหม่ยหลิงโดยไม่มีสีหน้าใดๆ
“จะกระโดดตึกเหรอ? นั่งลงก่อนไหม ดื่มอะไรกันสักหน่อยไหมล่ะ?”
หลินมี่ชูเบียร์กระป๋องในมือขึ้นแล้วเขย่าเบาๆ น้ำเสียงของเธอดังไม่มาก แต่ชัดเจนพอที่จะแทรกเข้าไปในโสตประสาทของโจวเหม่ยหลิง น้ำเสียงนั้นเป็นธรรมชาติราวกับคุยกับเพื่อนเก่า
“...”
โจวเหม่ยหลิงนิ่งงันไปสนิท เธอไม่เคยนึกฝันถึงสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
เธอมองหลินมี่ด้วยแววตาว่างเปล่า อีกฝ่ายมีสายตาที่ใสซื่อไร้ซึ่งร่องรอยของเจตนาร้าย ในทางกลับกัน กลับมีความรู้สึกเหมือนเป็นการเชื้อเชิญที่บอกไม่ถูก ราวกับว่าแค่มาชมวิวแล้วบังเอิญหาเพื่อนคุยสักคน
ความสิ้นหวังที่ห่อหุ้มตัวเธอไว้เริ่มสั่นคลอน ความสงบและความ ‘เป็นกันเอง’ ที่เหนือความคาดหมายนี้ กลับกลายเป็นพลังงานบางอย่างที่เล็ดลอดเข้ามา
“...” หลินมี่ไม่เร่งเร้า เพียงแค่หมุนตัวกลับไปเงียบๆ ก่อนจะ ‘แกร๊ก’ เปิดฝากระป๋องเบียร์
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง โจวเหม่ยหลิงก็ขยับขาที่อ่อนแรง ปีนข้ามรั้วกั้นแล้วนั่งลงข้างๆ หลินมี่อย่างว่าง่าย
หลินมี่ส่งกระป๋องเบียร์ที่เพิ่งเปิดให้โจวเหม่ยหลิงอย่างเงียบเชียบ
“...” โจวเหม่ยหลิงรับมาโดยสัญชาตญาณ สัมผัสเย็นเฉียบจากกระป๋องทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย สมองที่ด้านชาดูเหมือนจะมีสติขึ้นมาบ้าง
ช่างเถอะ ก่อนตายได้ดื่มเบียร์สักหน่อย ก็นับว่าเป็นการบอกลาชีวิตอันมืดมนนี้เสียที
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงเงยหน้าดื่มอึกหนึ่ง ของเหลวเย็นเฉียบรสขมปร่าไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ
“ทำไมถึงอยากกระโดดตึกล่ะ?”
หลินมี่เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มผ่อนคลายลงจึงเอ่ยถามเบาๆ น้ำเสียงของเธอไม่มีการตัดสิน ไม่มีความสงสัยใคร่รู้ แต่ราบเรียบราวกับกำลังถามถึงเรื่องดินฟ้าอากาศปกติทั่วไป
ร่างกายของโจวเหม่ยหลิงแข็งทื่อ เธอหันไปมองหลินมี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงน
หลินมี่สบสายตากลับพร้อมรอยยิ้มจางๆ โดยไม่คิดจะอธิบายจุดประสงค์ของตัวเอง ซ้ำยังพูดด้วยท่าทีที่ดูเฉยเมยราวกับว่าเธอจะพูดหรือไม่พูดก็ไม่สำคัญ
“เบียร์มีแล้ว ขาดก็แต่เรื่องราวของเธอนั่นแหละ...”