ตอน 53
ตอนที่ 53: ฝีปากร้ายกาจของท่านประธาน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการหาเรื่องของซูฉิง หลินมี่กำลังจะเอ่ยปากโต้กลับ แต่ชายหนุ่มข้างกายเธอกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน
“หนวกหู! เธอเป็นพยาธิในท้องหรือไงถึงได้อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านนัก? พวกเราจะมีเงินหรือไม่มันเกี่ยวกับเธอตรงไหน? เราก็ไม่ได้ไปขอเธอจ่ายสักหน่อย ทำไมถึงสาระแนจัง! นี่เธอต้องตรวจสอบทรัพย์สินของทุกคนในงานนี้ด้วยหรือไง?”
“แล้วก็ช่วยมีมารยาทหน่อย ที่นี่เป็นที่สาธารณะ เสียงของเธอรบกวนการประมูลของเราอย่างรุนแรง ถ้ามีเงินก็ยกป้ายประมูลไป ถ้าไม่มีก็หุบปากซะ อย่ามาพูดจาไร้สาระให้มากความ”
หลินมี่อมยิ้มแล้วชูนิ้วโป้งให้เว่ยสวิน เป็นการชื่นชมการกระทำของเขาอย่างเปิดเผย
ไม่นึกเลยว่านอกจากมือไม้จะทำงานเก่งแล้ว ฝีปากของท่านประธานคนนี้ยังร้ายกาจไม่เบา เธอขอยอมแพ้ในจุดนี้จริงๆ
ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยมีประสบการณ์ความรัก... หรือจะเป็นเพราะนิสัยปากร้ายแบบนี้กันนะ? ผู้หญิงที่ไหนจะไปทนฟังผู้ชายที่ตัวเองชอบพูดจาเชือดเฉือนได้ขนาดนี้
แต่ก็นะ... สำหรับเธอแล้วมันฟังดูสะใจชะมัด เธอชอบฟัง และหวังว่าท่านประธานจะพูดออกมาอีกเยอะๆ
“พี่สวินคะ~ ทำไมถึงพูดกับฉิงแบบนี้ล่ะคะ? ฉิงก็แค่หวังดีนะ ถ้าเธอประมูลไปแล้วไม่มีเงินจ่าย มันจะไม่ทำให้พี่เสียหน้าเหรอคะ”
ซูฉิงขอบตาร้อนผ่าว เธอมองเว่ยสวินด้วยสายตาตัดพ้ออย่างน่าสงสาร เธอไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะปกป้องผู้หญิงคนนี้มากขนาดนี้
ผู้หญิงที่มีภูมิหลังธรรมดาๆ แบบนี้มีอะไรดีกัน? นอกจากหน้าตาสวยแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องธุรกิจของเขาเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของเธอ ผู้หญิงคนนี้ก็แค่จิ้งจอกจอมยั่วยวน!
เว่ยสวินหัวเราะออกมาทันที “ฉันรู้จักเธอเหรอ? อย่ามาทำเป็นตีสนิท ที่บ้านฉันไม่มีน้องสาว เธอควรหัดดูแลปากตัวเองก่อนดีกว่า หน้าตัวเองยังไม่สน แต่ดันไปห่วงหน้าชาวบ้านเนี่ยนะ?”
เขาเกลียดผู้หญิงประเภทนี้ที่สุด พวกที่ไม่มีขอบเขตระหว่างชายหญิง เห็นผู้ชายที่ไหนก็เรียก ‘พี่’ คำโต คำเล็ก สนิทกันมากหรือไง?
ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะชอบแบบนี้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะรับผู้หญิงที่เสนอตัวเข้ามาไม่เลือก
เขามี ‘ความสะอาดทางอารมณ์’ ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่เขาจะชายตามอง
เมื่อเห็นซูฉิงใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ หลินมี่พยายามกลั้นหัวเราะจนสุดชีวิต พยายามไม่ทำลาย ‘บรรยากาศ’ ตรงนี้
ฝีปากท่านประธานนี่สุดยอดจริงๆ ครั้งหน้าเธอต้องจำไปใช้บ้าง
ถึงปากจะร้ายแต่เธอกลับชอบสไตล์การรับมือของเขา เรื่องความสัมพันธ์สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความคลุมเครือและการยื้อยุดไม่ชัดเจน ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ มันควรจะแสดงออกให้ชัดเจน
ไม่ใช่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม เกรงใจนั่นเกรงใจนี่ ปฏิเสธก็ไม่กล้าพูดให้ชัดเจน เพื่อรักษามารยาทดูดีให้ตัวเอง
ในเรื่องความรัก หากทัศนคติไม่ชัดเจน บางคนก็จะคิดว่าตัวเองยังมีโอกาส เธอเกลียด ‘มารยาท’ แบบนั้นที่สุด
เว่ยสวินแบบนี้สิดี มีทัศนคติที่ชัดเจนและรู้ขอบเขต ไม่ทำตัวให้ฝ่ายตรงข้ามมีความหวังลมๆ แล้งๆ ในสายตาเธอ นี่แหละคือคุณสมบัติของลูกผู้ชาย
ถ้าบอกทัศนคติไปแล้วอีกฝ่ายยังไม่ยอมเลิกรา ก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอีกต่อไป เพราะเรื่องระดับจิตใจของคนเรานั้นต่างกัน
“พี่ใจร้ายที่สุด!” ซูฉิงทนไม่ได้ที่ชายในดวงใจพูดจาหักหน้าต่อหน้าผู้คน เธอฮึดฮัดกระทืบเท้าด้วยความโกรธ ก่อนจะหันหลังกลับไปนั่งที่เดิม กลุ่มลูกน้องที่ติดตามมาก็พากันเดินคอตกกลับไป เพราะพวกเธอไม่กล้าท้าชนกับประธานเว่ยโดยตรง
พิธีกรบนเวทีขานเรียกทันที “ที่ดินชานเมืองหมายเลข 018 มีใครจะประมูลเพิ่มไหมครับ? ถ้าไม่มี...”
“สองล้าน!”
ซูฉิงที่กลับไปนั่งแถวหลังหยิบป้ายประมูลขึ้นมาแสดงท่าที
เมื่อเห็นรอยยิ้มระรื่นของหลินมี่ เปลวไฟแห่งความอิจฉาก็ปะทุขึ้นในอกของเธอ ผู้หญิงจากอำเภอเล็กๆ คนนี้มีสิทธิ์อะไรถึงได้ใจและได้รับการปกป้องจากเว่ยสวิน?
อยากประมูลนักใช่ไหม? ได้! คืนนี้เธอจะให้มันเห็นว่าคำว่าคนรวยที่แท้จริงเขาทำกันยังไง! เธอจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนี้ได้หน้าไปเด็ดขาด!
หลินมี่ไม่ได้แปลกใจกับเสียงนั้น เธอหยิบป้ายขึ้นมาอย่างใจเย็น “สองล้านห้าแสน”
“สามล้าน!” ซูฉิงยกป้ายตามทันที
พิธีกรบนเวทียิ้มหน้าบาน “สามล้านครับ! มีใครจะเสนอเพิ่มไหม?”
“สามล้านห้าแสน”
หลินมี่เสนอราคาอย่างนิ่งสงบ ที่ดินผืนนี้ในอนาคตจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าตัว และเจ้าของที่ดินตัวจริงในอนาคตจะขายทิ้งให้เถ้าแก่ต่างถิ่นไปด้วยราคาเพียงหนึ่งล้านแปดแสนเท่านั้น
แค่เอาตัวเลขหนึ่งล้านแปดแสนมาคำนวณ ส่วนต่างกำไรก็สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบล้าน ดังนั้น คืนนี้เธอยังไงก็ต้องเอาที่ดินผืนนี้มาให้ได้
คนพวกนี้ยังไม่รู้เรื่องนโยบายในอนาคต ดังนั้นคงไม่มีใครสู้ราคาที่สูงเกินจริง พวกเขาคิดว่าที่ดินผืนนี้เต็มที่ก็มีมูลค่าแค่ห้าล้าน
ตราบใดที่ซูฉิงไม่บ้าคลั่งจนเกินไป เธอก็ยังมีกำไรมหาศาลให้กอบโกย
“สี่ล้าน!”
ซูฉิงกัดฟันกรอด ไม่ฟังคำทัดทานของกลุ่มเพื่อนสาว เธอยกป้ายขึ้นอีกครั้งพร้อมส่งเสียงท้าทายด้วยความไม่ยอมแพ้
บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันลงชั่วขณะ สำหรับที่ดินรกร้างผืนหนึ่ง ราคานี้ถือว่าเกินมูลค่าไปมาก ทุกคนต่างมองไปที่ซูฉิงสลับกับหลินมี่ด้วยสายตารอชมความสนุก
เว่ยสวินที่นั่งอยู่ข้างหลินมี่กลับจิบชาอย่างผ่อนคลาย ดูไม่กังวลแม้แต่น้อย เพราะเขามีแผนสำรองไว้ให้แล้ว
“ลุยต่อเถอะ เธอแค่พวกชอบอวดรวยไปวันๆ ไม่มีความสำเร็จอะไรหรอก เงินค่าขนมที่ตระกูลซูให้รายเดือนมันมีจำกัด” เว่ยสวินขยับเข้ามาใกล้กระซิบข้างหูเธอเบาๆ
ในเมื่อเธอต้องการที่ดินผืนนี้ เขาก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินมี่หันไปมองโดยไม่ตั้งตัว ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจทำให้เธอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ผู้ชายคนนี้หล่อเกินไปแล้ว! นี่กำลังทดสอบความอดทนของใครอยู่กัน?
“ถ้าเงินไม่พอ ยืมฉันได้นะ” เว่ยสวินหัวเราะเบาๆ
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” หลินมี่ตอบกลับเบาๆ แม้ในมือเธอจะมีเงินเพียงพอ แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด เธอก็รู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจ
คำว่า ‘ยืม’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘ให้’ แสดงให้เห็นว่าเขาเคารพและเชื่อมั่นในความสามารถของเธอ ไม่ได้มองข้ามหรือดูถูกเธอเหมือนคนอื่น ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเท่าเทียมกัน
“สี่ล้านห้าแสน”
หลินมี่มองซูฉิงด้วยสายตาราบเรียบ เธอรู้ว่าซูฉิงทำไปเพราะความโกรธชั่ววูบ แต่ถึงอย่างไรคงไม่บ้าจี้เอาเงินมาทิ้งเล่นกับธุรกิจที่เห็นชัดว่าขาดทุนหรอก
ซูฉิงเห็นหลินมี่ไม่รีบเร่งก็ตาม ก็แอบยิ้มด้วยความกระหยิ่มใจ เหมือนตัวเองเป็นผู้ชนะ เธอรอจะดูหลินมี่อับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คน แต่แล้ว... หลินมี่กลับเพียงแค่ชำเลืองมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะยกป้ายราคาขึ้นอีกครั้งอย่างใจเย็น